ระบบนิเวศที่มีพื้นที่เยอะที่สุดทั้งโลกมีความเสี่ยงจากความเคลื่อนไหวลักษณะภูมิอากาศ

นักวิจัยได้ใช้บันทึกข้อมูลฟอสซิลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของพืชโลกที่เกิดขึ้นในตอนที่เกิดภาวะโลกร้อนข้างหลังเกิดเหตุเพื่อคาดหมายถึงจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่บางทีอาจเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้สถานการณ์การปลดปล่อยก๊าสสภาวะเรือนกระจกต่างๆ

พวกเขาพบว่าภายใต้เหตุการณ์การปลดปล่อย ธุรกิจตามปกติ” ซึ่งในจำนวนน้อยจะทำเพื่อควบคุมการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากความร้อนการเปลี่ยนแปลงของพืชในภูมิประเทศในป่าของดาวพระเคราะห์บางทีอาจเป็นได้ยากรวมทั้งส่งผลให้เกิดความยุ่งยากมากกว่าที่เคยศึกษามาก่อนหน้านี้

theo ông Jonathan Overpeck, 
คณบดีภาควิชาสภาพแวดล้อมแล้วก็ความยั่งยืนและมั่นคงที่มหาวิทยาลัยไม่ชิแกนกล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังที่กล่าวถึงมาแล้วจะรุกรามความมากมายหลายทางชีวภาพของโลกและก็ทำให้บริการที่สำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติของมนุษยชาติยกตัวอย่างเช่นความมั่นคงยั่งยืนด้านน้ำการจัดเก็บคาร์บอนและการผ่อนคลาย

Overpeck 
พูดว่า ถ้าหากพวกเราปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ถูกตรวจสอบพืชของดาวนพเคราะห์ดวงนี้จะดูไม่เหมือนกันกับเดิมอย่างสิ้นเชิงในขณะนี้แล้วก็ซึ่งก็นับได้ว่าการเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับความหลากหลายของดาวพระเคราะห์มาก” ร่วมกับผู้เขียนตีเฟ่นทีแจ็คสันเพื่อนร่วมงานตรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา

ผลของการวิจัยมีตารางพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับวันที่ 31 เดือนสิงหาคม นักค้นคว้าจากทั่วโลกจำนวน 40 คนได้ร่วมเขียนเนื้อหาของบทความนี้ ผู้เขียนคนแรกคือนักวิจัยด้านธรณีวิทยา Connor Nolan จาก University of Arizona

Overpeck 
เน้นย้ำว่าผลของทีมไม่ใช่แค่สมมุติฐาน ความเคลื่อนไหวทางพันธุ์พืชที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่เป็นต้นว่าด้านตะวันตกของอเมริกาตะวันตกและก็ตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งป่าไม้ dieback รวมทั้ง wildfires กำลังแปลงภูมิทัศน์

Overpeck 
บอกว่า พวกเรากำลังเอ๋ยถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์โลกที่แพร่หลายแล้วก็น่าทึ่ง และเราก็เริ่มเห็นแล้วในสหรัฐฯเหมือนกับทั้งโลก

การศึกษาก่อนหน้านี้โดยมากใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์และข้อสังเกตในปัจจุบันยังได้เดาการเปลี่ยนแปลงของพืชที่ปัดกวาดไปทั่วสำหรับเพื่อการตอบสนองต่อภาวการณ์โลกร้อนเพราะเหตุว่าการสั่งสมคาร์บอนไดออกไซด์แล้วก็แก๊สเรือนกระจกอื่นๆอย่างต่อเนื่อง

แต่การศึกษาใหม่ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาห้าปีสำหรับเพื่อการดำเนินการเป็นครั้งแรกที่ใช้ข้อมูลทางชีววิทยาซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของพืชที่ผ่านมาซึ่งมีอยู่ในเม็ดละอองเกสรดอกไม้โบราณรวมทั้งซากดึกดำบรรพ์พืชจากหลายร้อยที่ทั่วโลกเพื่อคาดเดาถึงจุดสำคัญของความเคลื่อนไหวระบบนิเวศในอนาคต ในระดับโลก

คณะทำงานได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของพืชที่เกิดขึ้นในตอนที่เกิดการแปรครั้งสุดท้ายของโลกซึ่งเป็นตอนๆเวลาแห่งความร้อนที่เริ่มขึ้นเมื่อ 21,000 ปีที่ผ่านมารวมทั้งใกล้เคียงกับขนาด (4 ถึง องศาเซลเซียสหรือถึง 13 องศาฟาเรนไฮต์ต่อภาวะที่คาดว่าจะร้อนขึ้นในอีก100 ถึง 150 ปีแม้การปล่อยก๊าซปรากฏการณ์เรือนกระจกไม่น้อยลงอย่างมาก

Facebook Comments